สถานที่ท่องเที่ยว/โบราณสถาน/โบราณวัตถุ
วัดต้นแก้ว
วัดต้นแก้ว สันนิษฐานว่าย้ายมาจากวัดดอนแก้ว ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.1825 เป็นวัดที่สร้างในสมัยพระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครลำพูน เริ่มสร้างเมืองลำพูน เหตุที่ย้ายมาเนื่องจากวัดดอนแก้วเป็นวัดใหญ่ที่ขาดการดูแลรักษาจึงผุพังไป ตามกาลเวลา จึงได้ย้ายมาสร้างวัดต้นแก้วขึ้นใหม่โดยมีแม่เฟย พร้อมผู้มีศรัทธาช่วยกันก่อสร้างวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.1830 ภายในบริเวณวัดมีการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยอง ก่อตั้งโดยพระครูไพศาลธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดต้นแก้วเมื่อปี พ.ศ.2530 โดยเริ่มต้นเก็บสะสมของโบราณที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตามวิถีชีวิตของชาวยองในอดีตในการทำไร่ ทำนา ได้แก่ คุตีข้าว ล้อเกวียน เมื่อมีสิ่งของมากขึ้นก็จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ เล็กๆ ภายในวัด หลังจากนั้นก็เริ่มมีผู้มีจิตศรัทธานำสิ่งของเก่าๆ มาบริจาคมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดต้นแก้วขึ้น โดยเอาอาคารกุฏิเก่าทำเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าโบราณหายาก ทั้งภาพโบราณเมืองลำพูน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน พระเครื่อง พัดยศ รวมไปถึงผ้าทอโบราณ จนกระทั่งปี พ.ศ.2545 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านชาวยองขึ้นในบริเวณวัดต้นแก้ว เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ จึงได้ย้ายข้าวของเครื่องใช้มาไว้ในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ปัจจุบัน
ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยองวัดต้นแก้ว เก็บรวบรวมของโบราณหาชมยากกว่า 1,000 ชิ้น เช่น หีบพระธรรม พระเครื่องเก่าแก่ของลำพูน ถ้วยชาม วิทยุโทรทัศน์เก่า ภาพโบราณ เอกสารหนังสือเก่า รวมถึงผ้าทอโบราณของชาวเวียงยอง ที่ขึ้นชื่อได้แก่ ผ้าซิ่นอายุ 106 ปี ของเจ้าแม่ฟองคำ ณ ลำพูน และผ้าซิ่นของแม่บัวเขียว เป็นต้น
ขัวมุงท่าสิงห์
กาดขัวมุง OTOP อยู่ใกล้กับวัดต้นแก้วเป็นสถานที่ ที่สามารถซื้อสินค้า OTOP ของคนยองได้
เตวบุตรโหลง หรือเทวบุตรหลวง
เป็นความเชื่อตามที่ปรากฎให้ตำนานเมืองยองในรัชสมัยพระเจ้าสุรังควุฒิ เจ้ากระหม่อมเมืองยองลำดับที่ 8 ในราว พ.ศ. 1945-1984 ได้นำผู้คนอัญเชิญอัฐิ และพระธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุลงในผอบแล้วนำใส่ในหลุมปิดด้วยแผ่นหินบนจอมดอยมหิยังคะ หรือดอยจอมยอง แล้วสร้างพระธาตุขึ้น เมื่อเสร็จแล้วได้ป่าวประกาศไปยังหัวเมืองต่างๆ 28 หัวเมืองในสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้าง อาทิเช่น เชียงตุง เชียงรุ่ง เชียงทอง เชียงแขง เชียงของ เชียงแสน เชียงลาบ เมืองพง เมืองแช่ เป็นต้น มาร่วมฉลองสมโภชพระมหาธาตุจอมยองตั้งแต่เดือนเกี๋ยง ขึ้น 15 ค่ำ จนถึงเดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ ตำนานได้ระบุว่า ในเวลานั้น พระอินทร์ได้มีอาณัติให้เทวบุตร ทั้ง 4 ตน ชื่อสุรัณณะ มหิยังคะ ลักขณะ มังคละ มาอารักขา ปกปักรักษาพระมหาธาตุจอมยองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณพระมหาธาตุ เช่น บ่อน้ำทิพย์ให้ปลอดภัย ไม่ให้ใครมาย่ำยีลบหลู่ และสร้างหอเทวบุตร ทั้ง 4 ไว้ บริเวณพระมหาธาตุ เรียกกันว่า “หอเตวบุตรโหลง” แสดงถึงความสำคัญและต้องเคารพยำเกรง
เมื่อคราวที่คนยองได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน ในลักษณะ “การเทครัว” คือ อพยพมาทั้งระบบของสังคม ความเชื่อดังกล่าวก็ถูกนำติดตามด้วยเวียงยองหรือบ้านเวียงยองที่เจ้ากระหม่อมเมืองยอง ญาติพี่น้อง พระสงฆ์ ขุนนางและไพร่พลได้เข้าตั้งบ้านเรือนและวัดวาอาราม “หอเตวบุตรโหลง” ก็ถูกสร้างขึ้นในบริเวณ “วัดโทโข่ง” ปัจจุบันคือ วัดหัวขัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการคุ้มครองปกปักรักษาผู้คนให้อยู่รอดปลอดภัยในแผ่นดินใหม่ คือ เมืองลำพูนตั้งแต่นั้นมา นานนับถึง 200 กว่าปี
วัดพระยืน
วัดพระยืนเป็นวัดประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่วัดหนึ่ง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูน ตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีเป็นปฐมกษัตริย์ มีปรากฏตามประวัติศาสตร์และโบราณคดีไว้ว่า เมื่อพุทธศักราช 1213 หลังจากที่พระนางจามเทวีครองราชย์ได้ 7 ปี ได้สร้างวัดทางทิศตะวันออก สร้างวิหาร พระพุธรูป และเสนาสนะให้เป็นที่อยู่ของพระสังฆเถระ เรียกว่า “อรัญญิการาม” หรือ วัดพระยืน ในปัจจุบัน โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานและมรดกของประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2471 จนกระทั่งปี พ.ศ.2548-2549 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์วัดพระยืน และได้ขุดพบสิ่งปลูกสร้างอันเป็นโบราณสถานมากมาย อีกทั้งเศียรพระพุทธรูปสมัยหริภุญชัย และโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญจึงได้ทำการอนุรักษ์ไว้ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปสมัยหริภุญชัยขึ้นใหม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งพุทธศิลป์หริภุญชัยที่งดงามควรแก่การสืบทอด และเป็นความภาคภูมิใจของชาวพุทธสืบไป


